ผลการศึกษา "Digital Lives Decoded” ในหัวข้อโทรศัพท์มือถือกับการทำงาน เนื่องในวาระครบรอบ 25 ปีของ เทเลนอร์เอเชีย สำรวจพฤติกรรมของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย มีการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อปรับตัวให้เข้ากับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป จากวัฒนธรรมการทำงานใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหลังการระบาดของโควิด -19 ระบุว่า ผู้คนในเอเชียหันมาใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อยกระดับชีวิตการทำงาน ทำให้ประสิทธิภาพและทักษะการทำงานที่เพิ่มขึ้น และการเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยเน้นย้ำถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับประเด็นความไว้วางใจและการควบคุมของหัวหน้างาน เนื่องด้วยรูปแบบการทำงานที่ผสมผสานระหว่างการทำงานในสำนักงานและการทำงานแบบออนไลน์ ซึ่งก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างพนักงานและผู้บังคับบัญชา การศึกษาดังกล่าวสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ 8,000 รายใน 8 ประเทศ ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ได้แก่ บังกลาเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม)
ผลสำรวจในประเทศไทย
- ในประเทศไทย ผู้หญิง (61%) จำนวนมากกว่าผู้ชาย (39%) รู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือและอุ
ปกรณ์พกพา มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาชี พและทักษะการทำงาน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิ ภาคที่ 54% สำหรับผู้หญิงและ 52% สำหรับผู้ชาย - ผู้บริหารระดับ C-suite ในประเทศไทย (44%) มีแนวโน้มน้อยที่สุดที่
จะรายงานประโยชน์จากเทคโนโลยีมื อถือในการช่วยพัฒนาทักษะและอาชี พ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ ยของผู้บริหารระดับ C-suite ในภูมิภาค (61%) - ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยมีความกั
งวลน้อยที่สุด (25%) เกี่ยวกับการก้าวให้ทันกับทั กษะเทคโนโลยีมือถือ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโดยรวมที่ 42% - ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยมองว่าบริ
ษัทของตนใช้ศักยภาพของโทรศัพท์ มือถือและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ มากที่สุด (87%) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 76% - คนไทยมีความกังวลน้อยที่สุดว่
าความเป็นส่วนตัวและความปลอดภั ยนั้นเป็นอุปสรรคต่อการใช้ งานเทคโนโลยีมือถืออย่างเต็มศั กยภาพ (40%) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ (60%) ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดทั กษะและความรู้ การไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม และนโยบายสถานที่ทำงานที่ไม่เอื้ ออำนวย - ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย (55%) เป็นกลุ่มที่มองโลกในแง่
บวกมากที่สุดเกี่ยวกับการสร้ างแหล่งรายได้ใหม่จากโทรศัพท์มื อถือ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 52%
นายเยอเก้น โรสทริป หัวเรือใหญ่ แห่งเทเลนอร์เอเชีย กล่าวว่า “การวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่ าการเชื่อมต่อผ่านมือถือนั้นเป็ นตัวกลางที่ก่อให้เกิดประสิทธิ ภาพ ความก้าวหน้า ความยืดหยุ่น และโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เรายังคงเห็นช่องว่ างในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่ าวระหว่างประชากรในเมืองและชนบท บริษัทขนาดใหญ่และเอสเอ็มอี ระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ หรือแม้แต่ผู้บริหารและพนั กงานใต้บังคับบัญชา นอกจากนี้ ผู้คนยังมีความกังวลอย่างมากเกี่ ยวกับทักษะและความสามารถของตน ในการก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่ เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ประเด็นเรื่องความไว้ วางใจในการทำงาน ยังส่งผลให้ผู้คนไม่สามารถบรรลุ ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ จากการใช้งานโทรศัพท์มือถื อในโลกการทำงาน ในยามที่ผู้คนใช้ เวลาในการทำงานบนโลกออนไลน์ มากขึ้น ผลสำรวจของเราก็ช่วยชี้ให้เห็ นถึงเครื่องมือและองค์ความรู้ที่ เหมาะสมในการลดช่องว่างเหล่านี้ และยกระดับคุณภาพชีวิ ตการทำงานในโลกดิจิทัล”
- พนักงานหญิง และผู้บริหารระดับสูงเห็นว่า การทำงานผ่านมือถือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้น ผู้หญิงจำนวนมากรายงานว่าการใช้โทรศัพท์มือถือทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย 54% ของผู้ตอบแบบสอบถามเพศหญิง เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ 46% ยังกล่าวด้วยว่าโทรศัพท์มือถือช่วยเชื่อมต่อพวกเขาเข้ากับโอกาสในโลกการทำงานและอาชีพที่ดีขึ้น ในบังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และปากีสถาน ผู้หญิงเป็นผู้นำในการใช้มือถือเพื่อค้นหาวิธีการสร้างรายได้รูปแบบใหม่ๆ ผู้บริหารระดับ C-suite ยังกล่าวว่าได้รับประโยชน์จากการใช้มือถือในที่ทำงาน เมื่อเทียบกับพนักงานในระดับอื่นๆ เกือบสองในสาม (61 %) ของผู้บริหารชุด C-suite กล่าวว่า โทรศัพท์มือถือช่วยพัฒนาอาชีพและทักษะอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับ 47% ของพนักงานระดับปฏิบัติการ พวกเขายังมีแนวโน้มที่จะเห็นผลิตภาพการทำงานที่สูงขึ้น โดย 60% ของผู้บริหารระดับ C-suite เมื่อเทียบกับ 52% ของผู้บริหารระดับปฏิบัติการ กล่าวว่าผลิตภาพการทำงานนั้นดีขึ้นกว่า 20% อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูง C-suite (53 %) ส่งสัญญาณถึงความกังวลมากกว่าพนักงานระดับอื่นๆ (โดยเฉลี่ย 39 %) เกี่ยวกับทักษะของพวกเขาที่ก้าวไม่ทันกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เร่งรีบเช่นนี้
- นโยบาย และการปฏิบัติในที่ทำงานล้าหลัง เกือบ 7 ใน 10 (69 %) ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าการเชื่อมต่อมือถือมีความสำคัญมากต่อความสำเร็จขององค์กร อย่างไรก็ดี ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนใกล้เคียงกัน (62 %) รู้สึกว่ายังมีช่องว่างที่จะนำประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีมือถือมาใช้พัฒนาได้ดีขึ้น ผู้คนมองว่าการขาดทักษะและความรู้ (49 %) การไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม (31 %) และนโยบายสถานที่ทำงานที่ไม่เอื้ออำนวย (28 %) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้โทรศัพท์มือถือในที่ทำงาน ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้ระบุถึงจุดที่นายจ้างสามารถนำเทคโนโลยีมือถือเข้ามาช่วยสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับพนักงานได้ กล่าวคือ กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ (62 %) และระบบงานบริหารทรัพยากรบุคคล (54 %)
- ประเด็นความไว้วางใจกำลังเป็นปัญหามากขึ้น ในขณะที่พนักงานในปัจจุบันเห็นคุณค่าของเทคโนโลยีมือถือที่มีต่อชีวิตการทำงาน (มีเพียง 5% เท่านั้นที่เชื่อว่าการใช้โทรศัพท์มือถือในการทำงานจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตนั้นลดลง) การกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อสร้างความไว้วางใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่มุ่งสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล สิ่งนี้จะทวีความสำคัญในอนาคต เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากระบุว่า พวกเขาคาดว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อการทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (60 %) และการขาดความไว้วางใจในเทคโนโลยี (40 %) เป็นประเด็นหลักที่ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้เทคโนโลยีมือถือเพื่อประโยชน์ที่มากขึ้นในที่ทำงาน
- สิงคโปร์คาใจมากที่สุด กับประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือในที่ทำงาน ผู้ตอบแบบสอบถามในสิงคโปร์มีความค้างคาใจมากที่สุดเกี่ยวกับประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือต่อชีวิตการทำงาน โดยมีเพียง 35 % (เทียบกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 55 %) ที่ระบุว่าโทรศัพท์มือถือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตนมากกว่า 20 % ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามในสิงคโปร์ 69 % (เทียบกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 90 %) รู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะของพวกเขาในที่ทำงาน ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ทั่วทั้งภูมิภาคยังคงเชื่อว่าการใช้โทรศัพท์มือถือในการทำงานนั้นช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ในสิงคโปร์มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 2 ใน 10 เท่านั้นที่รู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ รั้งท้ายในบรรดาประเทศที่ได้รับการสำรวจ อีกทั้งผู้ตอบแบบสอบถามชาวสิงคโปร์จำนวน 11% ยังกล่าวด้วยว่าโทรศัพท์มือถือนั้นส่งผลให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาลดลงอย่างมาก
